สำนักข่าวบ้ายอ.คอม
กรกฎาคม 26, 2017, 05:32:07 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ยินดีต้อนรับสู่... สำนักข่าวบ้ายอ.คอม!
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  ตอบ  |  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกการเดินทางของ "เยาวชนน้ำขาวเข้าวัด  (อ่าน 3322 ครั้ง)
kruya
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« เมื่อ: มิถุนายน 08, 2011, 03:10:03 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

“โครงการเยาวชนน้ำขาว เข้าวัดวันอาทิตย์”



วัดน้ำขาวนอก ร่วมกับองค์กรในชุมชนตำบลน้ำขาว รณรงค์พ่อแม่ ผู้ปกครอง  ให้นำเด็ก ๆ เยาวชน  อายุ  ๙- ๑๓ ปี  เข้าร่วมโครงการ ”เยาวชนน้ำขาวเข้าวัดวันอาทิตย์”     ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ให้การสนับสนุนงบประมาณบางส่วน สำหรับจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี...โดยเริ่มกิจกรรมในวันอาทิตย์แรก เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๕.๐๐ -๑๗.๐๐ น. มีเยาวชน เข้าร่วมโครงการ   ๔๐ คน  ... ทีมงานจึงรับเอาโครงการไปแปลงเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้และ สัมผัสได้  สามารถประยุกต์กิจกรรมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ในทันที.... ร่วมวางแนวกิจกรรมโดยศึกษาจากสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของชุมชนน้ำ ขาวทั้งในแง่ของวิถีชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม ที่นับวันเสื่อมถอยลง เพราะถูกกลไกทางสังคมโลกาภิวัฒน์ซัดกระหน่ำซ้ำเติม โครงสร้างพื้นฐานของชุมชนน้ำขาวแบบดั้งเดิม คือชุมชนแห่งความเป็นเครือญาติ เป็นมิตร สามัคคี เอื้อเฟื้อเจือจุน ถูกทำลายและกำลังถูกลบลืมไปจากความทรงจำของคนน้ำขาวรุ่นใหม่....



ประกายความคิด แบบ“ลูกโป่ง ๓ ใบ”  คือ  ....กรอบความคิดแบบ เด็กถือลูกโป่ง ๓  ใบ ตามงานวัดในอดีต คือความพยายามแปลงจินตนาการออกมาเป็นรูปธรรม เป็น “องค์ความรู้” ที่ต้องตกผลึกอยู่กับจิตวิญญาณของบุตรหลานของคนน้ำขาวรุ่นใหม่...คือ
 
ภูมิรู้   ภูมิธรรม  ภูมิปัญญา

ภูมิรู้...
                   การ ศึกษาปัจจุบัน มุ่งสร้างความรู้ ปลูกฝังสำนึก เพื่อความอยู่รอดของตนเอง ... ความรู้ที่ได้รับ จึงเป็นแค่ความรู้ที่ถูกกดเก็บอยู่กับ “จิตใต้สำนึก”    ไม่สามารถนำพาสังคมยุคใหม่ให้รอดพ้นวิกฤติได้...ภูมิรู้ที่แท้จริงต้องอยู่ ภายใต้ความกระตือรือร้น ตื่นรู้ ตื่นตัว รู้เหตุปัจจัย เห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง เป็นหนึ่งเดียว....ภูมิรู้  คือ ความสามารถในการ “หยั่งรู้”  



ภูมิธรรม...
            เด็ก ๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ มองข้ามมิติของคุณธรรมที่อยู่ในพิธีการและ หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ในเรื่องของ กฎแห่งกรรม ...คนในสังคมปัจจุบัน  จึงติดอยู่กับสุขนิยม เอาตัวรอด ยึดวัตถุ ทรัพย์สิน และเงินทองเป็นที่พึ่ง ... การปลูกฝังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เห็นแนวทางแห่งชีวิตที่มีหลักธรรมของพระพุทธศาสนาคอยกำกับ และเห็นแบบอย่างอันดีงามจากพ่อ แม่ ผู้ปกครองเป็นเรื่องจำเป็น...



ภูมิปัญญา...
                       ชุมชน    มีพัฒนาการ มีการถ่ายทอด องค์ความรู้อันเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต ทั้งด้านความเชื่อ     การดำรงชีวิตของคนรุ่นใหม่ภายใต้ปัจจัย ๔ ถูกตีตราไว้กับตัวเงิน ... ความคิด จินตนาการถูกออกแบบให้เดินไปสู่สังคมแห่งการบริโภค อย่างไร้จุดหมายและขาดการเชื่อมต่อกับภูมิหลังของชุมชนของตนเอง...ภูมิปัญญา ที่เป็นต้นแบบเดิม ๆ ของชุมชน สูญหาย พังทลาย  ถูกมองว่าเก่า  ล้าหลัง ด้อยพัฒนา....
    จากหลักคิด เด็กน้ำขาวรุ่นใหม่ ต้องถือลูกโป่ง ๓ ใบ จึงถูกแปลงไปเป็น “การเรียนรู้จากกิจกรรม” ที่ทุกคน จะต้องลงมือปฏิบัติกันจริง ๆ ทั้งในรูปแบบของการจำลองสถานการณ์และชีวิตจริง โดยถือหลักว่า “ทั้ง ปู่ ย่า ตา ยาย  พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา พี่ และน้อง...ทุกคน คือ กัลญาณมิตรของกันและกัน ต้องมองข้ามเรื่องของการแข่งขัน เอาแพ้ เอาชนะ...หรือ เรื่องของ ลาภ เกียรติยศ หรือตำแหน่ง   ... ทุกคนต้องช่วยกันประคับประคองพากันเดินให้ถึงเป้าหมายหรือหลักชัยเดียวกัน คือ เป็นเจ้าของลูกโป่ง ๓ ใบร่วมกัน....?

บันไดนำไปสู่เป้าหมาย
    กิจกรรมการเรียนรู้  สำหรับ เยาวชนน้ำขาว เข้าวัดวันอาทิตย์ ที่ได้ดำเนินการมาตลอดทั้งปี  คือ .......-การทำบุญตักบาตรในวันธรรมสวนะ -การถือศีล ๕ –การสวดมนต์ไหว้พระ  การฝึกสมาธิและกายบำบัด-การเข้าร่วมจัดนิทรรศการเพื่อเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชน -การเป็นพิธีกรทางศาสนา -การเรียนรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติ พุทธศิลป์ นิทานชาดก การเรียนรู้เกี่ยวกับวิชาศิลปะและ/ดนตรีกับชีวิต -ธรรมมะในชีวิตประจำวัน กับเศรษฐกิจที่พอเพียง  เรียนรู้เรื่องของตำบลน้ำขาวและกิจกรรมเขรถถีบเที่ยว    –การทัศนศึกษา...ไปปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมวชิรญาณ ๒๐๐ ปี   คลองสามวา  วัดบวรนิเวศฯ - การสอบนักธรรมศึกษาชั้นตรี –เวทีวาทีเยาวชนนักจัดรายการกับคลื่นวิทยุ เอ็ฟ.เอ็ม ๘๘.๕  - และ ธรรมมะคอมพิวเตอร์....
    หนึ่งในกิจกรรมสำคัญตามโครงการ “เยาวชนน้ำขาว เข้าวัดวันอาทิตย์” คือกิจกรรมทัศนศึกษา ครั้งแรก เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ไปนมัสการพระธาตุเจดีย์เมืองนครศรีธรรมราช และครั้งที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๒๒  - ๒๗  เมษายน ๒๕๕๔  ไปฝึกปฏิบัติธรรมที่ศูนย์ปฏิบัติธรรม คลองสามวา กับท่านเจ้าคุณราชวิสุทธิญาณ ซึ่งถือเป็นต้นแบบของคนน้ำขาวที่มีลูกโป่ง ๓ ใบอยู่ในมือ...



ปฏิทินการเดินทางสู่ศูนย์ปฏิบัติธรรมวชิรญาณ ๒๐๐ ปี   กับการหลอมรวมเอา ๖๔ ชีวิตเข้าไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน...คุณธรรมสำคัญที่ถูกนำไปใช้ คือ... ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อ ความอดทน อดกลั้น ความรักความสามัคคี ความซื่อสัตย์ และการตรงต่อเวลา ...คือข้อตกลงเบื้องต้นที่ทุกคนต้องปฏิบัติเหมือนกัน ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kruya
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2011, 03:22:03 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

๒๒ เมษายน ๒๕๕๔



๑๒.๓๐ น.   รถบัสโดยสารนำคณะเยาวชน ผู้ปกครองและทีมงาน ออกจากวัดน้ำขาวนอก ไปที่สถานี    รถไฟ หาดใหญ่ เพื่อโดยสารขบวนรถเร็ว สุไหงโกลก- กรุงเทพ ขบวนที่๑๗๑ คันที่ ๑๒ รถออกเวลา ๑๕.๓๙ น. เพื่อไปลงที่สถานี บางซื่อ ในวันถัดไป รถไฟออกช้ากว่าเวลาที่กำหนด ประมาณ ๑ ชั่วโมง
๑๗.๐๐ น.   บันทึกเหตุการณ์บนขบวนรถไฟ ในตู้นอนชั้น ๓ ที่แยกเป็นเอกเทศไม่ปะปนกับ            ผู้โดยสารอื่น  พวกเราจึงพากันเดินไปมาภายในตู้โดยสารได้อย่างอิสระ หลายคนตื่นเต้นกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงช่องหน้าต่างรถไฟซึ่งสลับฉากสับเปลี่ยนทิวทัศน์ไปตลอดเส้นทาง ... แต่ก็เกิดบททดสอบคุณธรรมบนตู้รถไฟขึ้น เมื่อน้องกุ๊กกิ๋ก...สาวน้อยในขบวน เกิดกระเป๋าสตางค์หล่นหาย เพราะความตื่นเต้นกับการเดินทาง บวกกับความไร้เดียงสาของน้อง...สำรวจเงินในกระเป๋าหายไปทั้งหมดเกือบห้าร้อย...บททดสอบคุณธรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้จัดตั้ง...หลังจากกระเป๋าสตางค์หายไปไม่ถึงห้าชั่วโมง เพื่อน ๆ ผู้ร่วมขบวนได้ช่วยกันเรี่ยไรเงินสมทบให้กับน้องกุ๊กกิ๊ก...ทราบว่าได้ตั้งหลายบาท...รุ่งเช้าทุกคนตื่นขึ้นมาช่วยกันปัดกวาดที่นอน พบกระเป๋าคืน...น้องกุ๊กกิ๊ก ยังมีหน้าไปเที่ยวถามเพื่อน ๆ ผู้ใจดีอีกว่า ...”จะเอาเงินคืนหรือเปล่า”



๒๓ เมษายน ๒๕๕๔
๐๙.๓๐ น.   เดินทางถึงสถานีรถไฟบางซื่อ ช้ากว่าเวลาที่กำหนด ผู้คนที่สถานีรถไฟพลุกพล่าน เดินกันขวักไขว่ ชานชลาคับแคบ ทุกคนตื่นเต้นกับการเดินทางแต่ก็สามารถควบคุมกันเองได้อย่างเป็นระเบียบ  หลายคนช่วยกันขนของสัมภาระ ทั้งของตนเองและของคณะ จนสามารถไปขึ้นรถสองแถวที่ทางวัดจัดมารับ และเดินทางไปที่วัดคลองสามวาได้อย่างปลอดภัย   
๑๒.๐๐ น. รับประทานอาหารมื้อแรกที่วัดคลองสามวา โดยการจัดการไว้ล่วงหน้าของอาหนู... คนน้ำขาวที่มาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ  หลังจากนั้นก็นอนหลับพักผ่อนกันด้วยความอ่อนเพลียท่ามกลางเสียงลม สายฝนที่พัดโหมกระหน่ำจนกิ่งไม้ ต้นไม้ หัก โค่นล้มระเนระนาด
๑๗.๐๐ น.   รับประทานอาหารมื้อค่ำ โดยแม่ครัวในทีมงาน โดยการนำทีมของป้าดา น้องบ่าว...คนน้ำขาวที่มาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ  และผู้ปกครอง
๑๙.๐๐ น.   ทุกคนไปพร้อมกันที่ห้องปฏิบัติธรรม ไหว้พระ สวดมนต์เสร็จแล้ว ท่านเจ้าคุณราชวิสุทธิญาณ ได้เดินทางมาเยี่ยมพร้อมกล่าวต้อนรับ ร่วมแสดงความยินดีกับน้องเยาวชนที่ให้ความสนใจกับการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา และก่อนจบท่านได้ฝากเชิญชวนให้คณะไปที่วัดบวรนิเวศ ซึ่งเป็นที่พำนักของท่านในวันพรุ่งนี้ด้วย
๒๐.๐๐ น.    เยาวชนเข้ากลุ่ม ร่วมกันสรุปผลการเดินทาง อุปสรรค ปัญหา ความประทับใจ เป็นแผนที่ความคิด พร้อมทั้งออกมานำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
๒๑.๐๐ น.   นัดหมายและเตรียมการเดินทางไปวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวัง วัดโพธ์ และพิพิธภัณฑ์สยาม แผ่เมตตากราบลาพระ  เข้านอน

๒๔  เมษายน ๒๕๕๔
๐๕.๐๐ น.   ผู้ปกครองลุกขึ้นจัดเตรียมอาหารเช้า เยาวชนไปพร้อมกันที่ห้องปฏิบัติธรรม พระมหาบุญเสริม ร่วมเป็นพระวิทยากร นำเยาวชนสวดมนต์ทำวัตรเช้า... ป้าหลวย นำฝึกโยคะ ธรรมมะผ่อนคลาย...นัดแนะให้ทุกคนแต่งชุดขาว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kruya
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2011, 06:43:36 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง



๒๔ เมษายน ๒๕๕๔
๐๗.๐๐ น.   รับประทานอาหารมื้อเช้า แล้วจัดเตรียมการเดินทางโดยรถบัสโดยสาร ๒ คัน ออกจากวัดคลองสามวา เดินทางไปที่จุดเริ่มต้นที่พระราชวังจักรี รถไปจอดที่ฝั่งมหาวิทยาธรรมศาสตร์ ต้องเดินข้ามถนนไปที่ฝั่งพระราชวัง ผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ แต่คณะของพวกเราก็ดูโดดเด่น ในเรื่องของความมีระเบียบ และอัตลักษณ์ทางภาษาที่แสดงออกอย่างมีเอกลักษณ์...เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างเต็มรูปแบบ จึงไปติดต่อไก๊ด์ เป็นผู้ช่วยนำทาง โดยเริ่มที่วัดพระแก้ว จากหน้าประตูติดกับฝั่งพระมหาราชวัง ...ความภาคภูมิใจที่มิอาจบรรยายได้ถูกถึงความเป็นไทย เกี่ยวกับมรดกอันล้ำค่าของคนไทย พวกเราสามารถเดินยืดอกผ่านหน้าประตูเข้าไปโดยไม่ต้องเสียสตางค์สักบาท...เดินชมความงามรอบวัดพระแก้ว ไก๊ด์ก็แนะนำจุดต่าง ๆ ที่เป็นสถานที่สำคัญ ที่พระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์เคยเสด็จมาร่วมประกอบพระราชกรณียกิจ ในวันสำคัญต่าง ๆ นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ - ๙  ...เยาวชนและคณะทุกคนต่างให้ความสนใจ เป็นอย่างมาก...ก่อนออกจากวัดพระแก้ว ได้มีโอกาสเข้าไปกราบนมัสการพระแก้วมรกตภายในพระอุโบสถได้อย่างใกล้ชิด นับเป็นศิริมงคลกับชีวิตไปตลอด...ออกจากวัดพระแก้วเดินทะลุออกมาทางฝั่งประตูพระบรมมหาราชวังอีกครั้ง ถ่ายรูปร่วมกัน ไก๊ด์แนะนำสถานที่เสด็จออกท้องพระโรงของพระมหากษัตริย์ สถานที่รับรองพระราชอาคันตุกะ และสถานที่ตั้งพระบรมศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ใกล้ชิด...ไก๊ด์แนะนำให้พวกเราได้รู้จัก “ประตูผี” ด้วย..

๑๑.๓๐ น.   ออกจากหน้าพระบรมมหาราชวัง เลียบกำแพงไปทางฝั่งวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม)  รับประทานอาหารมื้อเที่ยงด้วยการอำนวยความสะดวกของอาหนู....เป็นข้าวกล่อง มันไก่ ...วัดโพธิ์ เป็นศูนย์รวมทั้งสรรพศิลป์ และสรรพศาสตร์เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย... ที่วัดโพธิ์  มีพระพุทธไสยาสที่สวยงามมาก  สร้างในสมัย พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๓ ทรงสร้าง ขึ้นครั้งทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพน  เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕ แล้วโปรดฯ  ให้สร้างพระพุทธ ไสยาสขึ้น  เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน ด้านพระพักตร์สูง ๑๕ เมตร  มีความยาวตลอดทั้งองค์ถึง ๔๖ เมตร  พื้นพระบาทประดับด้วยมุกไฟเป็นภาพมงคล ๑๐๘ พระพุทธไสยาสองค์นี้ได้รับการขนานนามว่า เป็นพระพุทธไสยาสองค์ใหญ่ ที่มีความงดงามที่สุดในประเทศไทย
   ที่ผนังพระวิหารหลังนี้มีภาพเขียนสีและจารึกเรื่อง มหาวงศ์ (พงศาวดารลังกาทวีป) อยู่ด้านบนเหนือหน้าต่างขึ้นไป ระหว่างช่องหน้าต่างเขียนเรื่อง พระสาวิกาเอตทัคคะ (ภิกษุณี) ๑๓ องค์ อุบาสกเอตทัคคะ ๑๐ ท่าน อุบาสิกาเอตทัคคะ ๑๐ ท่าน



๑๓.๐๐ น.   พากันเดินเลียบกำแพงวัดโพธิ์ออกมาถึงทางเข้าพิพิธภัณฑ์สยาม (อาคารกระทรวงพาณิชเก่า) เข้าไปในพิพิธภัณฑ์ด้วยการกล่าวคำต้อนรับและกระตุ้นต่อมแห่งความอยากรู้อยากเห็นของเยาวชนน้ำขาว เข้าวัดวันอาทิตย์ ด้วยภาพยนตร์ย้อนทะลุมิติ จากปัจจุบัน สู่อดีต เพื่อค้นหาตัวตน...๒ ชั่วโมงน้อยเกินไปสำหรับน้อง ๆ เยาวชน ทุก ๆ ชิ้นส่วนของพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้แห่งนี้ ให้อิสระกับน้องได้เรียนรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ได้อย่างไร้ขีดจำกัดจริงๆ...ออกจากพิพิธภัณฑ์ทำให้รู้สึกรัก ในความเป็นตัวตนของคนไทยมากยิ่งขึ้นทับทวี...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kruya
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2011, 07:05:45 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง



๑๕.๐๐ น.   รถบัสพาไปจอดตรงหน้าวัดบวรนิเวศ เพื่อเข้าไปกราบนมัสการท่านเจ้าคุณราชฯ ท่านเจ้าคุณได้กรุณานำเยาวชนและคณะทุกคนเดินชมบริเวณวัดบวรฯ โดยท่านรับเป็นไก๊ด์กิติมศักดิ์ให้ด้วยตนเอง...ลำดับแรกท่านพาไปที่พระตำหนักเพชร และตำหนักปั้นหยา ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า และพระมหากษัตริย์เกือบทุกพระองค์ได้เคยมาประทับสมัยเมื่อครั้งผนวช (บวช) ที่สำคัญท่านได้ชี้ให้ดูตรงบริเวณช่องหน้าต่างของพระตำหนักเพชรและเชิงชาย  ท่านบอกว่า “ตรงบริเวณนั้นท่านได้ให้ช่างลอกแบบ เพื่อนำไปสร้างเป็นศาลาปฏิบัติธรรมที่วัดน้ำขาวด้วย” ฟังแล้วอดรู้สึกภาคภูมิใจกับการเป็นคนน้ำขาวยิ่งนัก...
เข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถ คือพระศรีศาสดา กับพระพุทธชินสีห์ ซึ่งเป็นพระที่สร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ...และที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งก็ คือ รูปแบบภายในของพระอุโบสถวัดน้ำขาวนอก ก็ล้อแบบมาจากที่นี่เช่นเดียวกัน พระประธาน ก็จำลองมาจากพระพุทธชินสีห์เหมือนกัน ภาพวาดบนผนังหลังพระประธานก็เป็นภาพนภากาศ ป่าหิมพานต์ เช่นเดียวกัน...ผิดกันตรงที่ ศิลปินที่วาดผนังพระอุโบสถวัดบวรนิเวศ คือ “ขรัวอินโข่ง” ศิลปินร่วมสมัยยุค รัชกาลที่ ๔ ที่เป็นผู้ริเริ่มวาดรูปลายไทยที่เป็นปริสนาธรรมแบบ ๓ มิติ ตามแนวศิลปะแบบตะวันตก...ท่านเจ้าคุณได้นำคณะไปกราบพระบรมสารีริกธาตุและไปกราบพระไพรีพินาศองค์จริง...หลังจากนั้นท่านเจ้าคุณได้เดินทางไปส่งคณะ เพื่อเดินทางกลับที่พักวัดคลองสามวา..
๑๗.๐๐ น.   รับประทานอาหารมื้อค่ำ โดยแม่ครัวในทีมงาน โดยการนำทีมของป้าดา น้องบ่าว อากร อาไพ...คนน้ำขาวที่มาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ  และผู้ปกครอง
๑๙.๐๐ น.   ทุกคนไปพร้อมกันที่ห้องปฏิบัติธรรม ไหว้พระ สวดมนต์เสร็จแล้ว พระมหาบุญเสริมได้ทำการอบรม และฝึกสมาธิ 
๒๐.๐๐ น.    เยาวชนเข้ากลุ่ม ร่วมกันสรุปผลการเดินทาง อุปสรรค ปัญหา ความประทับใจ เป็นแผนที่ความคิด พร้อมทั้งออกมานำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
๒๑.๐๐ น.   นัดหมายและเตรียมการเดินทางไป จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในวันพรุ่งนี้



๒๕  เมษายน ๒๕๕๔
๐๕.๓๐ น.   ผู้ปกครองลุกขึ้นจัดเตรียมอาหารเช้า เยาวชนไปพร้อมกันที่ห้องปฏิบัติธรรม พระมหาบุญเสริม ร่วมเป็นพระวิทยากร นำเยาวชนสวดมนต์ทำวัตรเช้า... ป้าหลวย นำฝึกโยคะ ธรรมมะผ่อนคลาย...นัดแนะให้ทุกคนใส่เสื้อสีขาว
๐๗.๓๐ น.   รับประทานอาหารมื้อเช้า แล้วจัดเตรียมการเดินทางโดยรถบัสโดยสาร ๒ คัน ออกจากวัดคลองสามวา เดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดเริ่มต้นที่พระราชวังบางปะอิน เยาวชนและคณะเข้าไปเยี่ยมชมพระราชวังโดยการแนะนำสถานที่ของไก๊ด์ ซึ่งเป็นน้องนักศึกษาฝึกงาน... พระราชวังบางปะอิน ตั้งอยู่ในตำบลบางเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็นพระราชวังโบราณตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เนื่องจากเป็นที่ประสูติของพระองค์ ใช้เป็นสถานที่ที่ทรงใช้ประทับแรม ของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ด้วยเป็นพระราชวังใกล้พระนครนั่นเอง เมื่อครั้งเสียกรุงแก่พม่าครั้งที่สอง พระราชวังบางปะอินถูกปล่อยให้รกร้างมาระยะหนึ่ง พระราชวังบางปะอินกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งเมื่อสุนทรภู่ ซึ่งได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชไปนมัสการ พระพุทธบาทสระบุรี ได้ประพันธ์ถึงพระราชวังบางปะอินไว้ในนิราศพระบาท จนกระทั่ง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เริ่มการบูรณะพระราชวังขึ้น และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้บูรณะครั้งใหญ่ โดยสร้างพระที่นั่ง พระตำหนัก และตำหนักต่าง ๆ ขึ้นมากมายเพื่อใช้เป็นที่ประทับ รับรองพระราชอาคันตุกะ และพระราชทานเลี้ยงในโอกาสต่าง ๆ ในปัจจุบัน พระราชวังบางปะอินอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวัง และยังใช้เป็นสถานที่แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย แต่ได้เปิดให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวเข้าชมได้ โดยต้องแต่งกายให้สุภาพ



๑๒.๐๐ น.   อร่อยกับเมนูอาหารมื้อเที่ยงสูตร "พระกระโดดกำแพง" และซื้อของที่ระลึก ที่ตลาดน้ำอโยธยา
๑๓.๓๐ น. กราบนมัสการพระมงคลบพิตร ชมอุทยานประวัติศาสตร์ อยุธยา ซากปรักหักพังของวัดพระศรีสรรเพ็ชร ปัจจุบันพระศรีสรรเพ็ชรถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ กรุงเทพฯ ตามตำนานกล่าวว่า...หลังจากพระพุทธยอดฟ้าได้ย้ายเมืองหลวงไปทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาและได้สร้างวัดพระแก้วขึ้นเป็นวัดคู่เมืองเหมือนวัดพระศรีสรรเพ็ชร ในสมัยอยุธยา ทั้งสองวัดไม่มีพระภิกษุจำพรรษา...พระองค์คิดจะอัญเชิญพระศรีสรรเพ็ชรมาประดิษฐานที่วัดพระแก้ว แต่มีคำทักท้วงเพราะหลายฝ่ายเห็นว่า พระศรีสรรเพ็ชรถูกพม่าเผาเอาเนื้อทองที่หุ้มห่อองค์พระไปไม่เป็นศิริมงคลกับบ้านเมือง ... จึงเห็นควรให้นำพระแก้วมรกตมาประดิษฐานไว้แทน...สังเกตเห็นเยาวชนหลายคนรับรู้ เจ็บปวดกับร่องรอยแห่งอดีตของซากปรักหักพังของพระราชวังกรุงเก่าและวัดพระศรีสรรเพ็ชร... ประเด็นคือ ทำไมเราจึงต้องเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่ข้าศึก...และเมื่อเสียกรุงแก่ข้าศึกแล้ว คนไทยทำอย่างไรจึงสามารถสถาปนาประเทศไทยให้กลับคืนมาปรากฏเขตแดนบนแผนที่โลกปัจจุบันได้อีก...และที่สำคัญ คนไทยเหล่า คือใคร?.....เหล่านี้คือ สิ่งที่ ควรชี้ประเด็น...ไม่ใช่มุ่งประเด็นไปที่อารมณ์โกรธแค้น ชิงชัง ...
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
kruya
บุคคลทั่วไป


อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 10, 2011, 07:45:37 PM »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง

เพื่อนที่แสนดีของป้าตานำซาลาเปามาเป็นของฝากจากกรุงเก่าอยุธยา...ก่อนกลับท่านได้นำคณะไปที่วัดหน้าพระเมรุ วัดดังกล่าวยังคงสภาพสวยงามเพราะรอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย จากพม่า สอบถามได้ความว่า ตอนที่พม่ายกทัพเข้ามาประชิดเมือง พม่าได้มาตั้งฐานทัพตรงที่บริเวณแห่งนี้  วัดหน้าพระเมรุจึงรอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย...เข้าไปกราบพระประธานภายในพระอุโบสถ ซึ่งสวยงามมาก...ชี้ประเด็นเปรียบเทียบพระพักตร์ของพระประธาน สองวัด คือพระพุทธชินสีห์ กับพระศรีศาสดา ของวัดบวรฯ กับ พระพักตร์ของพระประธานที่วัดหน้าพระเมรุ กับหลวงพ่อมงคลบพิตร...สีหน้า แววตา ลายเส้นที่สะท้อนออกมา ล้วนสื่อนัยยะแห่งยุคสมัย เสมือนกับการย้อนมิติแห่งกาลเวลา ที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน..



๑๖.๐๐ น.   รับประทานอาหารมื้อค่ำ  โดยการนำทีมของป้าดา น้องบ่าว อากร อาไพ...คนน้ำขาวที่มาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ  และผู้ปกครอง
๑๙.๐๐ น.   ทุกคนไปพร้อมกันที่ห้องปฏิบัติธรรม ไหว้พระ สวดมนต์เสร็จแล้ว พระมหาบุญเสริมได้ทำการอบรม และฝึกสมาธิ 
๒๐.๐๐ น.   กิจกรรมพิเศษพระวิทยากร ชื่อพระมากวิทย์ ได้นำความรู้และประสบการณ์ในทางธรรมมาร่วมอบรมเยาวชน ผู้ปกครอง เนื้อหาสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง คติธรรมนำชีวิต การเป็นคนดี ความกตัญญูรู้คุณ สุดท้ายจบลงที่ทั้งเยาวชน ผู้ปกครองและทีมงานทุกคนได้มีโอกาสสัมผัสแห่งรักด้วยน้ำตา ต้องยกคุณความดีทั้งหมดให้กับพระมหาบุญเสริมและพระวิทยากรที่เตรียมสื่อมานำเสนอได้อย่างลงตัว ถูกกับจริตของคนฟัง... 
๒๒.๐๐ น.   นัดหมายและเตรียมการสำหรับพัฒนา ปัด กวาดวัด ในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่จะออกเดินทางกลับน้ำขาว

๒๖  เมษายน ๒๕๕๔
๐๕.๓๐ น.   ผู้ปกครองลุกขึ้นจัดเตรียมอาหารเช้า เยาวชนไปพร้อมกันที่ห้องปฏิบัติธรรม พระมหาบุญเสริม ร่วมเป็นพระวิทยากร นำเยาวชนสวดมนต์ทำวัตรเช้า... ป้าหลวย นำฝึกโยคะ ธรรมมะผ่อนคลาย...นัดแนะให้ทุกคนใส่เสื้อสีเหลือง
๐๖.๓๐ น.    เยาวชนชาย ผู้ปกครองบางส่วน ลุงทิน ได้ร่วมกันออกไปเป็นโยมถือของให้พระออกบิณฑบาตภายในหมู่บ้าน สมาชิกที่เหลือร่วมกันปัด กวาด เช็ด ถู ห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องครัว ห้องนอน และบริเวณวัดโดยรอบ
๐๘.๐๐ น.   ร่วมกันประเคนของถวายพระ กรวดน้ำ  รับพรจากพระ รับประทานอาหารมื้อเช้าและเตรียมอาหารไว้สำหรับมื้อเที่ยงบนรถไฟ



๐๙.๓๐ น.   ออกเดินทางจากวัดคลองสามวา ไปสถานีรถไฟหัวลำโพง
๑๑.๓๐ น.   ถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีชุมทางแห่งประเทศไทย เพื่อเดินทางกลับสงขลาด้วยขบวนรถ กรุงเทพฯ - สุไหงโกลกขบวนที่ ๑๗๒ คันที่ ๒ นั่งรอเวลากันอย่างมีระเบียบบนพื้นทางเดินของทางสถานี  รถไฟออกจากสถานีช้ากว่าเวลาที่กำหนด ตามปกติ ๑๓.๐๕ น. เกือบ ๑ ชั่วโมง...
๑๓.๓๐ น.   ขบวนรถเคลื่อนออกจากสถานีรถไฟหัวลำโพงช้า ๆ เยาวชนทุกคนตื่นเต้น กับทิวทัศน์และสภาพการเดินทางบนรถไฟด้วยภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเส้นทางรถยนต์ สำหรับบางคน นี่คือครั้งแรกในชีวิต และเมื่อการเดินทางเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ...หลายคนเริ่มจับกลุ่มพูดคุย บอกเล่าความประทับใจและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ...ลุงพร จึงเป็นศูนย์รวมของเยาวชนทั้งหญิง ชายที่แวะเวียนกันเข้ามาทายปัญหา ในตู้รถไฟทั้งขาไปและกลับ ...ด้วยมุกตลกและสนุกสนานของลุงพร จึงเรียกเสียงฮา ให้กับเยาวชน และผู้ปกครองที่นั่งหลับ ๆ ตื่น ๆ ได้ตลอดเส้นทาง...

๒๗  เมษายน ๒๕๕๔
๐๙.๐๐ น.   เดินทางถึงสถานีรถไฟหาดใหญ่ ช้ากว่าเวลาที่กำหนด  ดูทุกคนยังตื่นเต้นกับการเดินทางแต่ก็สามารถควบคุมกันเองได้อย่างเป็นระเบียบ ระบบ หลายคนช่วยกันขนของสัมภาระ ทั้งของตนเองและของคณะลงจากรถไฟ  จนสามารถไปขึ้นรถบัสที่มารอรับจากน้ำขาว เดินทาง กลับถึงวัดน้ำขาวนอกและกลับถึงบ้านได้โดยสวัสดิภาพ.

                          สวัสดีกรุงเทพฯ....ฉันรักประเทศไทย...........
เยาวชนน้ำขาว ..........ร่วมบันทึก
ครูยะ .....................เรียบเรียง

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  ตอบ  |  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

+ ตอบด่วน
ด้วยฟังค์ชั่น ตอบด่วน คุณสามารถใช้โค๊ดและ เครื่องหมายแสดงอารมณ์ได้ เหมือนการตั้งกระทู้ธรรมดา แต่สามารถทำได้สะดวกกว่า

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.18 | SMF © 2011, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!